ชาร์จ EV ให้ไวที่สุด ทำได้ไหม? 4 ปัจจัยที่กำหนดความเร็วการชาร์จ
อยากชาร์จรถไฟฟ้าให้เร็ว ต้องรู้ 4 ปัจจัยหลัก: กำลังของตู้ ความสามารถของรถ เปอร์เซ็นต์แบตตอนเริ่ม และอุณหภูมิแบต บางข้อเราเลือกได้ บางข้อติดมากับรถ
มีคำถามที่ผมได้ยินบ่อยครับว่า “ทำยังไงให้ชาร์จไวที่สุด”
คำตอบตรง ๆ คือ มันไม่ได้ขึ้นกับปัจจัยเดียว และหลายอย่างก็อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา แต่ถ้ารู้ว่ามีอะไรบ้าง อย่างน้อยเราก็เลือกและวางแผนได้ดีขึ้น
โดยปัจจัยหลักมีประมาณนี้ครับ
หนึ่ง — กำลังของตัวเครื่องชาร์จ
ตู้จ่ายได้สูงสุดกี่กิโลวัตต์ และถ้าเป็นตู้สองหัว ตอนนั้นมีคนใช้อีกหัวอยู่หรือเปล่า
สอง — ความสามารถของตัวรถ
รถแต่ละรุ่นรับไฟได้สูงสุดไม่เท่ากัน ต่อให้ไปเจอตู้แรงแค่ไหน ถ้ารถรับได้เท่านี้ ก็จะได้เท่าที่รถไหว ข้อนี้เป็นเพดานที่เราต้องรู้ไว้ครับ (อ่านเพิ่มเรื่องนี้ได้ใน ทำไมรถคันเดียวกันเสียบคนละเครื่องเร็วไม่เท่ากัน)
สาม — เปอร์เซ็นต์แบตตอนเริ่มชาร์จ
ช่วงแบตเหลือน้อย รถมักรับไฟได้เร็วกว่าช่วงที่แบตใกล้เต็ม นี่เป็นเหตุผลที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่พูดถึงเวลาชาร์จเป็นช่วง 10 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ 0 ถึง 100 (รายละเอียดอยู่ใน ทำไมแบตใกล้เต็มยิ่งชาร์จช้า)
สี่ — อุณหภูมิของแบตเตอรี่
ถ้าแบตเย็นเกินไป รถจะขอรับไฟช้าลงเพื่อความปลอดภัย รถบางรุ่นมีระบบอุ่นแบตให้พร้อมก่อนถึงจุดชาร์จ (มักเรียกว่า preconditioning) ซึ่งช่วยได้พอสมควร
สรุป
จะเห็นว่าบางข้อเราคุมได้ เช่น เลือกช่วงเวลาที่คนไม่แน่น หรือเริ่มชาร์จตั้งแต่แบตยังไม่สูงมาก ส่วนบางข้อ เช่น ความสามารถของรถ เป็นสิ่งที่ติดมากับตัวรถอยู่แล้ว
ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีก แต่ถ้าจับหลักนี้ไว้ ผมคิดว่าน่าจะพอช่วยให้เข้าใจว่าทำไมบางครั้งชาร์จไว บางครั้งช้า
สำหรับเจ้าของพื้นที่ที่กำลังคิดจะตั้งสถานี เรื่องพวกนี้แหละที่ทำให้ “เลือกเครื่องให้เหมาะกับรถที่จะเข้ามาใช้” สำคัญกว่าการเลือกเครื่องแรงที่สุดเสมอ ถ้าอยากปรึกษาว่าทำเลแบบไหนควรใช้กี่กิโลวัตต์ ทักมาคุยกับทีม eEV ได้ครับ หรือดูตู้ชาร์จที่เราจัดจำหน่ายประกอบได้
